บน | ล่าง
ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย ใครได้-ใครเสีย ?
ทวีศักดิ์ บุตรตัน
 

         ความจริงแล้วสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยนั้นน่าจะย้อนไปในอดีตตั้งแต่มีการริเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1
เมื่อปี 2504 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพียงแค่นั้นเพราะมีตัวเลขปรากฏชัด กล่าวคือ มีการเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนรวมเปิด
ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ขยายโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เปิดพื้นที่การเพาะปลูกในภาคต่างๆ ของประเทศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับดังกล่าว
ดำเนินตามรูปแบบหรือโมเดลที่สหรัฐอเมริกาวางเอาไว้ ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักๆ ตั้งแต่การดำเนินชีวิตของประชาชน
วิถีทางของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและการผลิตทางอุตสาหกรรม

         ผลของการดำเนินนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 1 ตลอดระยะเวลา 6 ปี ได้ชี้ให้เห็นว่า อัตราการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจเมื่อวัดเป็นตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ มีตัวเลขเปลี่ยนแปลงอัตราการเจริญของกลุ่มเกษตรถึง 6.3 เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมโตขึ้น
11.2 เปอร์เซ็นต์ การก่อสร้าง 12.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ย 3,063 บาทต่อคนต่อปี

         ตัวเลขนี้น่าจะเป็นดัชนีวัดว่า คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมน่าจะดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ ในแผนพัฒนาฉบับต่อๆ มา
แต่ปรากฏว่า เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 กลับเกิดผลในทางตรงข้าม มีคนจนมากขึ้น เช่น การเกิดสมัชชาเกษตรกรรายย่อยในภาคอีสาน
หรือ สกย.อ. เมื่อเดือนมีนาคม 2535 และบานปลายขยายเป็นสมัชชาคนจนในยุคของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อปี 2540
มีกลุ่มคนจนที่มีปริมาณในสัดส่วนที่สูงมาก ในเดือนมกราคม 2540 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มีฝูงชนหรือม็อบคนจน
ชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลนานถึง 99 วัน เพื่อเรียกหาความเป็นธรรมในการแบ่งสรรทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ดินทำกินน้ำ
ป่าไม้และการเรียกร้องของานทำ

         มีตัวเลขชี้ได้ว่า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมเลวลงอย่างมาก แม่น้ำลำคลองซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของประเทศเปลี่ยนแปลง
ในทางลบ มีความเป็นพิษสูงอย่างไม่น่าเชื่อ จนกล่าวได้ว่าแม่น้ำแทบทุกสายในประเทศนี้ มีคุณภาคต่ำลงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะแหล่งน้ำในเขตภาคกลางซึ่งเป็นเขตที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงสุด เช่น ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาลุ่มแม่น้ำท่าจีน
ลุ่มแม่น้ำบางปะกงและลุ่มแม่น้ำแม่กลอง มีสภาพเสื่อมโทรมที่สุด

         แม่น้ำที่กล่าวมานั้น เปลี่ยนสีจากเดิมเคยใสสะอาดมาเป็นน้ำสกปรก มีปริมาณออกซิเจนต่ำ ความปนเปื้อนทางเคมีสูง ทั้งแบคทีเรีย
และคลอโรฟอร์ม รวมไปถึงสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งมีสูงกว่าแหล่งน้ำอื่นๆ เมื่อพิจารณาดูสภาพป่าไม้ ตั้งแต่เกิดการ
ให้เอกชนบุกเข้ากอบโกยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ในทุกภูมิภาค

         หลังจากรัฐดำเนินนโยบายสร้างเมืองขยายแหล่งการผลิต ผลก็คือ ป่าไม้รอบๆ เส้นทางคมนาคม ถูกทำลายเกือบหมดสิ้น ดังจะเห็นได้
จากตัวเลขก่อนมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 1 พื้นที่ป่าไม้ของไทย เมื่อปี พ.ศ.2453 มีถึงร้อยละ 70 ถัดมาอีก 51 ปี หรือเมื่อปี 2504
พื้นที่ป่าลดลงเหลือร้อยละ 53.3 หรือเฉลี่ยลดลงปีละร้อยละ 0.33 เท่านั้น ให้หลังจากปี 2504 เพียง 6 ปี พื้นที่ป่าลดลงเหลือร้อยละ 48.0
แล้วก็ลดลงอย่างพรวดพราดจนกระทั่งในปี 2534 เหลือแค่ร้อยละ 26.7 หรือ 85.6 ล้านไร่ ในที่สุดรัฐบาลในสมัยต่อๆ มาต้องวางแผนป้องกัน
ไม่ให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็ยังคงมีการลักลอบทำอย่างต่อเนื่องและมีคนจนบุกรุกเข้าไปในป่าเพื่อแผ้วถางทำไร่โดยอ้างว่าไม่มีที่ทำกิน

         ผลที่เกิดขึ้นจากการทำลายสภาพป่าไม้ เกิดความแห้งแล้งในภูมิภาคต่างๆ จนมีข่าวการแย่งทรัพยากรน้ำ มีน้ำทะเลหนุนเข้าไปสู่แหล่ง
น้ำทำลายพื้นที่เกษตรเสียหายมหาศาล เด็กๆ ต้องขุดดินหาน้ำกิน ในทางกลับกัน เมื่อเกิดฝนตกใหญ่ มีน้ำท่วมหนักในพื้นที่รอบๆ ป่าเสื่อมโทรม
เนื่องเพราะการพังทลายของหน้าดิน และน้ำไหลทะลักจากที่สูงเร็วเกินไป

        ส่วนแหล่งทรัพยากรทางทะเลไทย เป็นอีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นผลของ
การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่ลืมหูลืมตา เกิดกองเรือประมงที่สามารถจับสัตว์น้ำได้ทุกฤดูกาล และในปริมาณที่สูงมาก จนทำให้สัตว์น้ำ
ในทะเลไทยสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว แหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติ ทั้งป่าชายเลน ปะการังถูกทำลาย จนมีเหลือให้เห็นน้อยลงทุกที

        สถิติที่ชี้ถึงการเสื่อมโทรมของท้องทะเลไทยก็คือ ปริมาณการจับปลาที่เคยสูงถึง 265 กิโลกรัมต่อชั่วโมงเมื่อปี 2506 ลดลงเหลือแค่
25 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในปี 2539 เมื่อปริมาณปลาลดลง กองเรือประมงเกิดศึกแย่งชิงทรัพยากร มีเรือประมงจำนวนมากใช้เทคโนโลยี
สมัยใหม่เพื่อจับให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงขนาดของปลา ทำให้ปลาเล็กๆ ที่ควรจะขยายพันธุ์ เจริญพันธุ์ในอนาคตสูญพันธุ์ไป กรณีตัวอย่าง
"ประมงไทย" ที่เกิดขึ้นก่อนสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 เรือประมงออกไปหากินในทะเลลึกของเพื่อนบ้าน และเกิดการขัดแย้ง ชาวประมงถูกจับ
เรือถูกเผาหรือยึด ส่วนเรือประมงที่ใช้เครื่องมือสมัยใหม่แล่นหาปลาในบริเวณพื้นที่ทะเลใกล้ชายฝั่ง แย่งชิงสัตว์น้ำกับเรือประมงพื้นบ้านที่ใช้
อุปกรณ์ดั้งเดิม สภาพมลพิษในเมืองและชุมชนที่มีความหนาแน่นของแหล่งอุตสาหกรรม เป็นอีกผลิตผลหนึ่งของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

        เนื่องจากการปล่อยให้เกิดการไหลของโรงงานอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้ว เข้ามาตั้งในเมืองไทยโดยไม่ได้ควบคุมอย่างเป็นระบบ
และจริงจัง ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า ไทยมีอัตราการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ มากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมากระหว่างปี 2530-2539 อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี เนื่องจากมีทุนต่างชาติทะลักเข้ามา แต่การเกิดโรงงานอุตสาหกรรมทั้งด้าน ปิโตรเคมีคอล เหล็ก ทอผ้า เซรามิก หรือการฟอกย้อมกระดาษ ปูนซีเมนต์ ทำให้แหล่งปนเปื้อนมลพิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศ มลพิษทางอากาศ ทางน้ำที่พบแหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนที่มีความเจริญเติบโต มีค่าสูงเกินมาตรฐานที่กำหนดแทบทั้งสิ้น เช่น ในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ หรือเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง นอกจากนี้แล้วยังพบว่ามีขยะพิษในปริมาณที่มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีตยุคก่อนมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คำถามที่ตามมา เกิดอะไรขึ้นกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในศตวรรษใหม่?

       คำตอบนั้นไม่ใช่มีการจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว หากต้องใช้ดุลพินิจอย่าง
รอบคอบและชัดเจนว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ของไทยในการก้าวเดินต่อไปในศตวรรษใหม่ เป็นไปในทางใด หากเราจะเดินตามรอยประเทศพัฒนา โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจแค่ตัวเลขจีดีพี แต่ไม่ได้วัดตรงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงชีวิตคนส่วนใหญ่ของประเทศ โอกาสที่ประเทศไทย
ถึงจุดล่มสลาย คงไม่ไกลเกินเอื้อม นั่นหมายถึงคนไทยจะสูญเสียประโยชน์อย่างถ้วนหน้า และผู้ได้รับประโยชน์ใช่ใครอื่น ก็คือประเทศที่พัฒนา
แล้วซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตนั่นเอง


บนล่าง