หน้า 1| 2 | 3 | 4 | 5 บน ล่าง
วิปริตอุณหภูมิโลก แผ่นดินแห้ง-น้ำแข็งละลาย
          ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยสัมผัสได้ชัดเจนถึง "ความร้อน" ที่ไม่เหมือนเดิม โดยเป็นความร้อนที่เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นในทุกปี และพกพาความแห้งแล้งให้กับทุกพื้นที่ของประเทศไทย ใช่แต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศในแนวเขตเดียวกันต่างรับความรู้สึกนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ความร้อนที่รุนแรงขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ภาวะโลกร้อน
         คณะกรรมการระดับระหว่างรัฐบาลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศขงองค์การสหประชาชาติหรือ
IPCC (Intergovernment Panel on Climate Change) อันประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์
ราว 2,500 คนจากกว่า 150 ประเทศและนักวิชาการกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักอุตสาหกรรม
ตัวแทนของรัฐบาลได้ออกรายงานสรุปผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 1996 ว่ามนุษย์คือผู้ทำให้โลกร้อนขึ้น
โดยไม่ควบคุม และยืนยันว่าปี 1996และ 1997 ที่ผ่านมาโลกเราร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
จากตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปีเริ่มต้นอุตสาหกรรม
ค.ศ.1860 หรือประมาณ 7,000 ล้านตันต่อปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งตัวเลขนี้จะทำให้บรรยากาศโลกร้อนขึ้นอีก
หลายองศาฟาเรนไฮต์ ในอีก 20 ปีข้างหน้า

 

อเมริการ้อนจัด 5-7 องศา

          ได้มีการคาดการณ์ว่าโลกจะร้อนขึ้นเฉลี่ย 1.8 ถึง 6.3 องศาฟาเรนไฮต์ในปี 2060 โดยอาจจะน้อยหรือมากกว่าในบางภูมิภาค
ขณะที่สหรัฐอเมริกานั้น อาจจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 5-10 องศา โดยความชื้นผิวดินน้อยลงร้อยละ 10-30 แม้ตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเล็กน้อย
แต่ทว่าจะส่งผลให้ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงมหาศาล ดังที่เกิดมาแล้วในหลายส่วนของโลก อาทิ หนาวจัดกว่าปกติ ร้อนกว่าที่เคยเป็น
หรือน้ำท่วมใหญ่ในเขตที่ไม่เคยผจญน้ำท่วมมาก่อนรายงานจากสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศของสหรัฐ ได้ออกรายงาน
เมื่อ 8 มกราคม 1998 ว่าปี 1997 นับเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 100 ปี ร้อนกว่าปี 1990 ที่เคยร้อนมากที่สุดในอดีตประมาณ 8 ส่วน
100 ของ 1 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังพบว่าปีที่ร้อนมาก 9 ปี ในศตวรรษนี้เกิดขึ้นในช่วง 11 ปีหลังนายทอม คาร์ล นักวิทยาศาสตร์อาวุโส
ของสำนักงานสมุทรศาสตร์รายงานว่าอุณหภูมิความร้อนในมหาสมุทร ในปี 1997 สูงกว่าปีใดๆ ในอดีต คือ สูงขึ้นเศษ 4 ส่วน 10 ของ 1
องศาเซลเซียส (โดยเฉลี่ยในช่วง 30 ปี จาก 1961-1990)

         โดยสิ่งที่ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้นคือภาวะ เอลนิโญ (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ) นักวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ
ที่จับแข็งมานานนักหนาเริ่มละลายแล้ว และเมื่อขุดเจาะลงไปในดินแถบขั้นโลกเหนือ เช่น ที่เมืองแฟร์แบงค์รัฐอลาสก้า พบว่าอุณหภูมิ
ใต้ดินสูงขึ้นด้วย ที่น่าแปลกคือ ในปี 1997 นั้นทุกภูมิภาคของโลกร้อนขึ้นยกเว้นอเมริกาเหนือซีกตะวันออก เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
และประเทศจีนกลับมีอากาศเย็นลงสันนิษฐานว่าในเขตเหล่านี้มีการปล่อยกำมะถันออกไซด์ขึ้นไปในบรรยากาศมาก ซึ่งจะไปปกคลุม
และสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปในบรรยากาศ

 

 

อีก 30 ปี ธารน้ำแข็งละลายหมด

       แดนเนียล ฮิกเกล แห่งมหาวิทยาลัยเมสสาชูเซตต์ กล่าวว่า"การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
แม้เพียงเล็กน้อยจะมีผลขยายกว้างเมื่อเกิดขึ้นกับระบบ ชีววิทยาทั้งมวล" ไข่ของปลาน้ำจืด
จะไวมากต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของน้ำ หากอุณหภูมิของน้ำ ในลำธารสูงขึ้น 6 องศา
ฟาเรนไฮต์ ปลาเทร้าในลำธารจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ในช่วงล่างของลำธาร เขตเทือกเขาแอปปาเลเชียน
แต่ปลาทะเลบางชนิดจะมีพื้นที่หากินมากขึ้นไปในเขตคานาดา อีกราว 300 ไมล์ ซึ่งแต่เดิมขึ้นไป
ไม่ได้เพราะน้ำเย็นจัด จึงเป็นผลดีต่อชาวประมงในแคนาดา

           มีตัวเลขระบุว่าทุกอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำความอบอุ่นในบ้านเรือนชาวอเมริกา
ลดลงร้อยละ 11 ชาวอเมริกันในเขตเหนือ เช่น รัฐวิสคอนซิล จะลดค่าใช้จ่ายในการขนหิมะทิ้งได้มาก ขณะที่อุทยานธารน้ำแข็ง
ในรัฐมอนตานาจะสูญเนียรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยได้ปีละ 80 ล้านดอลลาร์ เพราะธารน้ำแข็งจะละลายหมดเมื่อถึงปี 2030

           แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้หากโลกร้อนขึ้น แต่ที่แน่นอนและเกิดขึ้นแล้ว คือระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง
10 นิ้ว และ IPCC ได้ทำนายว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 12 นิ้ว ในปี 2050 และเพิ่มเป็น 23 นิ้ว ในปี 2100 สหรัฐจะสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งทะเล
ไปราว 10,000 ตารางไมล์ และหากน้ำทะเลสูงขึ้น 2 ฟุต เกาะสมิธในอ่าวเซอปีคที่ชาวเกาะยังคงพูดภาษาอังกฤษแบบสมัยควีนอลิซาเบธ
จะจมหายไปในทะเล ขณะที่ชายหาดที่มอมมัธเคาน์ตี้ ในนิวเจอร์ซี่และชายหาดลองไอแลนด์ในนิวยอร์ค แม้น้ำทะเลขึ้นสูงเพียง 1 ฟุต
ในปี 2050 หาดจะหดไปราว 100 ฟุต (เสรีภาพ, 2541 : 5-6)

          นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยใช้แบบจำลองภูมิอากาศ โดยอาศัยสมมติฐานที่ว่าถ้าหากปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกในปี 2100 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน พบว่าอุณหภูมิผิวพื้นโดยเฉลี่ย
ทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 3.5 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 15 ถึง 95 เซนติเมตร ซึ่ง ส่งผลต่อระบบนิเวศน์
ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ โดยประมาณว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสก็เพียงพอที่จะทำให้เกิด
ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูสภาพป่า

           โดยคาดว่าหนึ่งในสามของป่าที่มีอยู่ทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางด้านชนิดพันธุ์พืช โดยเฉพาะกับบริเวณละติจูดสูงๆ
ขณะที่ในบริเวณพื้นที่น้ำแข็งปกคลุมประมาณว่าหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งในปัจจุบันจะหายไปในอีก 100 ปีข้างหน้า
สำหรับภัยต่อมนุษย์นั้น จะเห็นผลชัดเจนกับประชากรบริเวณชายฝั่ง โดยประมาณว่าจะมีประชากรประมาณ 46 ล้านคนต่อปี
ในปัจจุบันที่เสี่ยงภัยต่อน้ำท่วมเนื่องจากคลื่นซัดฝั่ง และหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร จำนวนผู้เสี่ยงภัยน้ำท่วมจะสูงถึง 118 ล้านคน
โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ

            จากการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร ซึ่งเป็นค่าสูงสุดตามที่ประมาณการสำหรับ
ปี 2100 พบว่าเกาะเล็กๆ และพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเป็นบริเวณที่เสี่ยงภัยสูง โดยได้ประเมินการสูญเสียแผ่นดินของประเทศต่างๆ
กับระบบป้องกันภัยที่มีอยู่ เช่น ปัจจุบันว่าประเทศอุรุกวัย จะสูญเสียร้อยละ 0.05 อียิปต์ ร้อยละ 1 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 6 บังคลาเทศ
ร้อยละ 17.5 และร้อยละ 80 สำหรับเกาะปะการังมาจูโรในหมู่เกาะมาร์แชล และประชากรที่ได้รับผลกระทบจะมีมากประมาณ
70 ล้านคนในจีนและบังคลาเทศ


หน้า 1| 2 | 3 | 4 | 5 บน ล่าง