บน | ล่าง | download
โฉมหน้าการเมืองศตวรรษที่ 21
การเมืองสีเขียว
 

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสังคม และความเหลื่อมล้ำทางนิเวศ

          ในช่วง 1980-1997/98 ดูเหมือนว่า โลกของเรากำลังอยู่ในยุคทองของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงเป็นยุคทอง
ของบางประเทศและประชาชนบางกลุ่มเท่านั้นเอง เราอาจกล่าวได้ว่า มีเพียงประมาณ 15 ประเทศที่ประสบความสำเร็จ นอกจากสหรัฐอเมริกา
ยุโรปตะวันตก ก็มีกลุ่มเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมกันแล้วมีสัดส่วน ? ของประชากรโลกทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ของประชาคมโลกประมาณ 100
กว่าประเทศ ต้องพบกับความชะงักงัน หรือการตกต่ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง 1.6 พันล้านคน ที่มีความทุกข์ยากมากขึ้น อันเนื่องมาจาก
รายได้ลดลง

           นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มปานกลางไม่กี่สิบประเทศ ที่มีความสำเร็จเล็กน้อยในการเพิ่มรายได้ประชาชาติ กล่าวโดยสรุปแล้ว ในช่วง
1980-1997/98 เป็นทศวรรษแห่งความล้มเหลวของโลกที่สามมากกว่า โดยเฉพาะในช่วง 1996/97 ประเทศที่เคยถูกเรียกว่าอยู่ในกลุ่ม
"ความมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออก" ก็ต้องพบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการเงินที่ยืดเยื้ออย่างรุนแรง

           จากความมหัศจรรย์ได้กลายมาเป็นความล่มสลายละลายเผาไหม้แบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชอร์โนบิลขณะที่ศตวรรษที่ 21
กำลังมาถึงปรากฏว่า ทั่วโลกของเรายังมีผู้คนประมาณ 1-3 พันล้านคน ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากจนที่สุด (บางทีอาจมี 2 พันล้านคนก็ได้)
และมีแนวโน้มว่า ตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ในเอเชียตะวันออกการล่มสลายทางเศรษฐกิจเพียง 1 ปี ก็ทำให้ตัวเลขของคนยากจน
เพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านไปแล้ว ถ้าวิกฤตการณ์ยืดเยื้อออกไปหลายปี เราก็จะพบกับสถานการณ์ที่น่าวิตกของคนยากจนในภูมิภาคนี้ตามข้อมูลของ
UNDP (United Nations Development Programme) เราพบว่า ในระยะยาว สถานภาพของคนยากจนของโลกซึ่งต่ำอยู่แล้ว
ต้องตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ในปี 1960 คนยากจนที่สุด 20% ของโลกได้รับส่วนแบ่งแค่ 2.3% ของรายได้ทั้งหมดของโลก ในปี 1991
สัดส่วนลดลงมาเหลือเพียง 1.4% ในปัจจุบันสัดส่วนเหลือเพียง 1.1% ซึ่งหมายความว่า การแบ่งรายได้ของโลกมีแนวโน้มเลวร้าย
ลงสำหรับกลุ่มคนจนที่สุด ส่วนคนร่ำรวยก็ยิ่งรวยขึ้น

            จากการวิเคราะห์ทั้งหมดข้างบนนี้ เราต้องการจะบอกว่า การพัฒนาของโลกที่ผ่านมา 20 ปี เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่ม
ประเทศที่ยากจน และกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย รวมทั้งระหว่างกลุ่มที่ยากไร้กับกลุ่มคนที่มีฐานะดี ซึ่งความเหลื่อมล้ำนี้มีแนวโน้มกว้างขึ้นตลอดมา
อันเป็นการแสดงให้เห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในท่ามกลางการพัฒนา นั่นคือ ความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจสังคม ซึ่งเป็นผลพวง
ของอุดมการณ์ที่เน้นแต่เรื่องการสะสมทุน ความเจริญเติบโต ประสิทธิภาพ และตลาดเสรี

           ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มว่า สถานภาพที่แตกต่างกันระหว่างความรวยกับความจน จะกว้างมากขึ้นใน
ศตวรรษที่ 21 นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ความไม่เสมอภาค และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมนี้ เกิดขึ้นควบคู่กับการแบ่งสรรทรัพยากร
ธรรมชาติที่ไม่เท่าเทียมกัน ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยสามารถครอบครอง และบริโภคทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลกได้ ในขณะที่
ประชาคมโลก ส่วนใหญ่ได้รับส่วนแบ่งน้อยนิดเท่านั้นเอง ข้อมูลบางอย่างจะชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำแบบนี้ :

- สาขาปศุสัตว์ของสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว บริโภคอาหารมากมายเท่ากับประชากรอินเดีย และจีนรวมกัน

- ประเทศตะวันตกไม่กี่ประเทศ ใช้พลังงานคิดเป็น 75% ของพลังงานโลกและปล่อยแก๊ซ Co2
ออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากถึง 2/3 ของการปล่อยแก๊ซ Co2 ทั้งหมดของโลก

- ตั้งแต่ปี 1950-90 ประชากรทั้งหมดของโลก ใช้ทรัพยากรมากมายมากกว่ามนุษยชาติที่ผ่านมา
ทั้งหมดหลายพันปี และประเทศที่ใช้มากที่สุด ก็คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกที่ร่ำรวย
การแบ่งสรรทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เท่าเทียมกันแบบนี้ บ่งชัดเจนว่า ตัวการใหญ่ที่สร้างปัญหาให้แก่ระบบ
นิเวศของโลกอยู่ที่กลุ่มประเทศที่ร่ำรวยนั่นเอง ซึ่งมีโลกทัศน์ที่เน้นการครอบครอง และการทำลายล้าง
ธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนิยม

การล่มสลายของสิ่งแวดล้อม

         สถาบันสิ่งแวดล้อมนานาชาติที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น World Resources Institute, Worldwatch Institute หรือ
United Nations Environment Programme (UNEP) ซึ่งตีพิมพ์รายงานออกมาทุกๆ ปี ต่างมีข้อสรุปที่เหมือนกัน คือ
สภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติของโลก โดยส่วนรวมมีแนวโน้มทรุดโทรมลงและประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ของโลกที่อยู่ท่ามกลาง
สิ่งแวดล้อมแบบนี้ มีความทุกข์ยากมากขึ้น
       
          นอกจากนั้นความขัดแย้งและสงครามระดับท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นมากมายก็มีส่วนทำให้เสถียรภาพของระบบนิเวศถูกสั่นคลอน
มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันและในอนาคตจนถึงการขึ้นศตวรรษใหม่ ปัญหาวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมของโลกจึงกลายเป็น
เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่วงการต่างๆ จะต้องนำมาอภิปรายกัน ข้อมูลต่างๆ จะแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสิ่งแวดล้อม
ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทางด้านนิเวศเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอนามัยของ ประชาชน

ด้านนิเวศเศรษฐกิจ

- ตั้งแต่ 1950 เศรษฐกิจขยายตัวในอัตรา 3% มาตลอด ถ้าแนวโน้มนี้ยังคงอยู่ ในปี 2050 การผลิตของโลกจะมี
มากกว่า 5 เท่าของปัจจุบันนี้ นั้นหมายถึงการสร้างความตึงเครียดให้แก่ระบบนิเวศของโลกอย่างมาก

- ภายใต้การใช้พลังงานอย่างล้างผลาญในอัตราของยุคปัจจุบัน คาดว่าในปี ค.ศ.2010 ความต้องการพลังงาน
ทุกประเภท จะมีค่าเท่ากับ 92 พันล้านบาร์เรลของน้ำมันดิบ นั่นคือการเพิ่มขึ้น 50% จากวันนี้ ภายใน 100-150 ปี
น้ำมันและแก๊ซธรรมชาติ ซึ่งอยู่ใต้ผืนโลกก็จะถูกใช้ไปหมด

- ปัจจัยหลายอย่าง (ประชากร, ภาวะไร้ที่ดิน, ความล้มเหลวทางนโยบาย) ได้ผลักดันให้มีการทำลายป่าฝนเขตร้อน
อย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับการสูญสลายของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างกว้างขวางทั่วโลก บางทีในศตวรรษหน้า
ในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นป่าฝนอีกเลย

สังคมสุขภาพและอนามัย

- ในประชากรโลก 5.5 พันล้านคน เราจะพบว่าประมาณ 1 พันล้านคน ไม่มีอาหารกินอย่างพอเพียงและไม่มีน้ำดื่มที่สะอาด
ประมาณ 1.7 พันล้านคน (ครึ่งหนึ่งของโลกที่สาม) ต้องมีชีวิตอยู่ไม่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย


- ทุกวันเด็กเล็กประมาณ 5,000 คน ต้องตายเพราะขาดอาหาร น้ำดื่ม และถูกคุกคามจากโรคภัยไข้เจ็บ ทุกวันนี้ เราอาจกล่าว
ได้ว่า ปัจจัยที่ทำลายชีวิตของประชาชน ผู้ยากไร้ในโลกที่สาม ไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ปัญหา "สิ่งแวดล้อมโลก" (เช่น โลกร้อน)
เท่าใดนัก หากแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ โรคขาดอาหาร มลพิษ สารพิษ วัตถุมีพิษ ที่ถูกปล่อยออกมา
สู่ชุมชน โดยรถยนต์ และโรงงานในระดับท้องถิ่น

          ปัญหาวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพอนามัย ยิ่งจะดูเหมือนว่ามีความร้ายแรงมากขึ้น ถ้าเรานำเอาปัญหาการ
ขยายตัวของประชากรโลกเข้ามาพิจารณาด้วย ในปัจจุบัน ทุกๆ ปี เราจะมีคนเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน (เกือบ 3 แสนคนต่อวัน) และถึงเรา
ประสบความสำเร็จในการควบคุม ประชากรระดับหนึ่งใน 30 ปีข้างหน้า โลกเราก็ยังจะมีประชากรมากมายถึง 10 พันล้านคน

          เคยมีการ คำนวณว่า ถ้าเราต้องการมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีเยี่ยมเหมือนกับประเทศตะวันตกที่ร่ำรวย โลกเราทั้งหมด
ควรมีประชากร 2.5 พันล้านคนเท่านั้น สำหรับมาตรฐานปานกลาง (แบบยุโรปใต้ เช่น สเปญ) โลกเราไม่ควรมีประชากรเกิน
5.5 พันล้านคน ดังนั้น ใน 30 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยประชากร 10 พันล้านคน โลกเราคงจะต้องเผชิญกับมหาภัยและความหายนะ
หลายรูปแบบ ดังที่นักวิเคราะห์แนวนิโอ-มัลธัส ได้พยากรณ์ไว้ ถ้าประชากรโลกยังคงขยายตัวในอัตรานี้ต่อไป และถ้าเรายังคงเร่งรัด
พัฒนาอุตสาหกรรมแบบนี้ พร้อมๆ กับดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นความเจริญเติบโต บวกกับลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยม
ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า อีกภายใน 100 ปีข้างหน้า ระบบนิเวศของโลกจะล่มสลาย พร้อมๆ กับระบบเศรษฐกิจสังคมของมนุษยชาติ
สิ่งแวดล้อมโลกกับสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น

          จากข้อมูลพื้นฐานที่เสนอมา เราพอจะมองเห็นได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของโลกที่สาม ที่กำลังพัฒนา ต้องพบกับวิกฤตการณ์
ทั้ง 2 ด้าน พร้อมๆ กัน คือ ความทรุดโทรมทางสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น และความยากไร้ทางเศรษฐกิจสังคม ในขณะเดียวกัน
ประเทศอุตสาหกรรม ที่ร่ำรวย ก็มีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งในอนาคตอาจจะรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบ
ต่อระบบนิเวศ และเศรษฐกิจโลก

           ปัญหาหลักที่จะต้องรวมกันก็คือ จุดหนักของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ทีไหน? การอภิปรายส่วนใหญ่ที่ผ่านมามีข้อสรุป
ที่ชัดเจนว่า เราควรให้ความสำคัญสูงแก่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ควบคู่ไปกับปัญหาความยากจนของประชาชน
ส่วนใหญ่ในประเทศที่กำลังพัฒนา

           การดำรงชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประชาชนผู้ยากไร้ ควรจะเป็นเป้าหมายสูงสุด นั่นหมายถึง การสร้างความมั่นคง
ในการดำรงชีวิต การฟื้นฟูชนบท การลดความเหลื่อมล้ำในการถือครอบครองปัจจัยการผลิต (เช่น ที่ดิน) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ของชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงการให้สิทธิและอำนาจแก่ชุมชน ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง (empowerment)
สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญในการที่จะนำเราไปสู่ "การพัฒนาแบบยั่งยืนแนวนิเวศ"

           อย่างไรก็ตาม ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวย และการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ อย่างเช่น OECD (Organization for
Economic Cooperation and Development) มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญสูงแก่ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ใหญ่โต
และกว้างขวาง เพราะปัญหาเหล่านี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ (และความหายนะในอนาคต) ของพวกเขาโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปัญหาการทำลายชั้นโอโซน ปัญหาการสูญเสียป่าไม้โลกและความหลากหลายทางชีวภาพ
และปัญหามลภาวะขนาดใหญ่ (เช่น มลภาวะในมหาสมุทร)

            มองจากทางด้านศักยภาพ ประเทศที่ยากจนมีความเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะในระยะยาว อาจสร้าง
ความหายนะให้แก่ระบบนิเวศของโลกได้ แต่ในระยะสั้น พวกเขามองว่าควรให้ความสำคัญแก่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ความยากจน
และความอยู่รอดมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพลังสีเขียวของโลกที่สามมีความเห็นว่า การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติเพื่อ
คนส่วนใหญ่ ความยุติธรรมทางสังคม และการคุ้มครอง
ทางสิ่งแวดล้อมของชุมชน น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนมากกว่าปัญหา
"สิ่งแวดล้อมโลก"

            ดังนั้น เราพอจะมองเห็นได้ว่า ในการอภิปรายเรื่องสิ่งแวดล้อม ในขณะนี้มี 2 กลุ่ม กำลังต่อสู้กันทางอุดมการณ์และความคิด
กลุ่มหนึ่งเราอาจเรียกว่า พวกท้องถิ่นนิยม (localist) อีกกลุ่มหนึ่ง คือ พวกโลกานิยม (globalist) กลุ่มแรกต้องการ
ให้มีการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดทางด้านวัตถุและวัฒนธรรมของท้องถิ่นพื้นบ้าน
การจัดการทางสิ่งแวดล้อมมีระดับขนาดเล็ก กลุ่มหลังต้องการการจัดการทางสิ่งแวดล้อมระดับโลก เพื่อรองรับและสนับสนุนการ
ขยายตัวของทุนนิยมโลก เพราะว่าถ้าระบบนิเวศของโลกพังทลายลงไป การสะสมกำไรจากเศรษฐกิจโลกก็สูญสลายไปด้วย
กลุ่มโลกานิยมย่อมได้รับการสนับสนุนจากองค์กรใหญ่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา ธนาคารโลก
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

          วลีของพวกเขา "Managing the global commons" ก็คือ "การจัดการสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติระดับโลก" นั่นเอง
ซึ่งในปัจจุบันเกิดขึ้นภายใต้อุดมการณ์ใหม่ที่เรียกว่า "การพัฒนาแบบยั่งยืน" (Sustainable development) ในที่นี้ความยั่งยืน
หมายถึง ความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพท่ามกลางการควบคุมทางสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรการ
ของกลไกตลาด

ความช่วยเหลือสีเขียว

          ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว จำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อดำเนิน
โครงการต่างๆ เป็นจำนวนเงินมหาศาล โดยทั่วไปเราอาจประมาณการได้ว่า ต้นทุนในการลดมลภาวะ (หรือไม่ให้มลภาวะเลวร้ายลง)
จะมีประมาณ 1-2% ของรายได้ประชาชาติ นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมเยอรมันเคยคำนวณไว้ว่า รายจ่ายทั้งหมดเพื่อคุ้มครอง
และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของประเทศเยอรมนี จะสูงก็ถึง 10% ของรายได้ประชาชาติ ในสหรัฐอเมริกา มีการประมาณการเห็นว่า
ในอนาคต รายจ่ายเพื่อควบคุมทางสิ่งแวดล้อมจะมีประมาณ 150 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี หรือเท่ากับ 2.5% ของรายได้ประชาชาติ

          ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงรายจ่ายของรัฐเท่านั้นเอง เมื่อคำนึงความเสียหายที่มีต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชน
แล้ว ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงย่อมสูงกว่านี้มากมายในประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า รายจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมมีสัดส่วน
ต่ำมาก ทั้งนี้ เป็นเพราะว่ารายจ่ายอื่นๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม (และการป้องกันประเทศ) มีความสำคัญกว่า สำหรับในช่วงที่มี
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การตกต่ำทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก การใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งมีขีดจำกัดมากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากกรณีประเทศไทย ซึ่งมีการนำเงินจำนวนมหาศาล ไปจัดสรรให้สาขาการเงินการธนาคาร การกอบกู้เศรษฐกิจทุนนิยม
สำคัญกว่าการกอบกู้สิ่งแวดล้อมในยามวิกฤตเศรษฐกิจการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ย่อมต้องคำนึงถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่า
การฟื้นฟูธรรมชาติ ถ้าเราจะคำนึงถึงโครงการพัฒนาต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม" ด้วย (ไม่ใช่ดูแต่
เรื่องต้นทุนการควบคุมความเสียหายเท่านั้น) ตัวเลขรายจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมของประเทศที่กำลังพัฒนาย่อมสูงมากอย่างแน่นอน

          สถาบัน World-watch Institute (ที่กรุงวอชิงตัน) ประมาณการไว้ว่า ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ ความต้องการทางด้านรายจ่าย
จะสูงถึง 200 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี ซึ่งไม่สูงนัก ทุกวันนี้ทั่วโลกมีการใช้จ่ายเพื่อซื้ออาวุธฆ่าฟันกันประมาณ 1,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปี
ถ้างบประมาณแผ่นดินมีขีดจำกัด เราก็อาจทำการแก้ไขได้โดยให้มีการเพิ่มความช่วยเหลือจากต่างประเทศก่อนและหลังการประชุม
สุดยอดทางสิ่งแวดล้อมที่กรุงริโอ (UNCED 1992) ประเทศที่กำลังพัฒนาได้ขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินตลอดมา
แต่ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยก็ปฏิเสธตลอดมาเช่นกัน โดยอ้างว่าตัวเลขสูงเกินไป ดังนั้นเราจึงได้พบแต่คำมั่นสัญญามากกว่าตัวเงิน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการตกต่ำ (Deflation) ประเทศที่ร่ำรวยก็มีข้ออ้างใหม่ๆ ให้เราอีก โอกาสที่จะเพิ่มความ
ช่วยเหลือทางสิ่งแวดล้อม จึงมีน้อยมาก แม้แต่เป้าหมายเดิม 0.7% ของรายได้ประชาชาติของโลกก็ยังไม่บรรลุ
ในความเป็นจริง
ประเทศที่ร่ำรวยได้ให้ความช่วยเหลือทางสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นจำนวนเงินประมาณ 0.35% ของรายได้ประชาชาติ
เท่านั้นเอง

          เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก เราอาจกล่าวเพิ่มเติมได้ว่า ความสำเร็จจะมีมากน้อย แค่ไหนนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการมอง
ปัญหาร่วมกัน กรณีป่าฝนเขตร้อนเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้ ถ้าเรามองระดับโลกยุทธศาสตร์ สำคัญประการหนึ่งสำหรับการรักษา
ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การพิทักษ์ระบบนิเวศเขตร้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าฝน และอยู่ในกลุ่มประเทศของโลกที่สาม
โลกอุตสาหกรรมต้องการรักษาป่าด้วยเหตุผลบางอย่าง (ป่าเป็นคลังทรัพยากรชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรม ยารักษาโรค เทคโนโลยี
อาหาร และการผลิตยาฆ่าแมลง) แต่โลกที่สามมองว่า จำเป็นที่จะต้องรักษาสิทธิในการใช้ป่าฝนของตน เพื่อการดำรงชีพของประชาชน
และธุรกิจอุตสาหกรรมบางอย่าง ถ้าโลกอุตสาหกรรมต้องการให้มีการพิทักษ์ป่าฝนเขตร้อนอย่างกว้างขวาง โลกที่สามก็จำเป็นที่
จะต้องได้รับการช่วยเหลือทางการเงินมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งทางฝ่ายโลกอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วย ดังนั้นเราจึงพบว่าในช่วงการประชุม
สุดยอดที่กรุงริโอ 1992 จึงไม่มีการตกลงร่วมกันอย่างใดเลยเกี่ยวกับ Forest Convention ป่าฝนของโลกจึงถูกทำลายลง
ในอัตราที่สูงต่อไปจนถึงวันนี้

การเปลี่ยนแปลงทางความคิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

          ถ้าประชากรยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และถ้าเรายังคงใช้แนวทางการพัฒนา
เศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือุตสาหกรรมนิยม ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างล้างผลาญต่อไป
เป็นที่แน่นอนว่า เราไม่อาจหลีกเลี่ยงความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมได้เลย และความยากจน
ของประชากรส่วนใหญ่ของโลก ก็จะยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป การวิเคราะห์ของเรา
บ่งชี้ชัดเจนว่าท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้น

          การดำรงชีพของคนยากไร้จะมีความยากลำบากกว่าในช่วงที่ผ่านมา เพราะทรัพยากร
พื้นฐานที่สำคัญๆ เช่น ที่ดิน น้ำ เชื้อเพลิง จะกลายเป็นสิ่งที่หายากมากขึ้น ความยากจนและ
ภาวะหนี้สินในชนบท จะกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้มีการทำลายสิ่งแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์
ของธรรมชาติอย่างกว้างขวาง อัตราการเสื่อมสลายของชนบทจะสูงกว่าอัตราการฟื้นฟูธรรมชาติ
ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ ชาวชนบทผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน คงต้องนึกถึง
"นิเวศวิทยาแห่งความอยู่รอด" มากกว่าสิ่งอื่นใด

          ในประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งกำลังพบวิกฤตการณ์ของชีวิตและธรรมชาติ ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทาง
ความคิดเกิดขึ้นหลายอย่างด้วยกัน สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ :

1. มีการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (new social movement) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน (อย่างกว้างขวาง) การเคลื่อนไหวนี้มีเนื้อหาไปในทางต่อต้านการเมืองแบบเก่า และต่อต้านนโยบายการพัฒนาที่ทำลายโลกธรรมชาติและ
โลกชีวิตของประชาชนในอาชีพต่างๆ การเคลื่อนไหวทางสังคมแนวใหม่นี้ มีลักษณะ "ไร้พรมแดนทางชนชั้น" ทุกวงการจะเข้าร่วมด้วย ต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นแบบเก่าแล้ว
แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่มีอำนาจกับชนชั้น
ที่ไร้อำนาจในการควบคุมทรัพยากรทุกประเภทของสังคม

2. มีความตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับ "ขีดจำกัดทางนิเวศ" ความคิดและโลกทัศน์แบบนิเวศวิทยา กำลังปรากฏขึ้นมาท้าทาย
ความคิดที่ดำรงอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า "อุตสาหกรรมนิยม" (Industrialism) หลายวงการเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า
กระบวนการโลกาภิวัฒน์ ของการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็น "โลกาภิวัฒน์ของมลภาวะ" ไปแล้ว และการขยายตัว
ของเศรษฐกิจโลกตามแนวอุตสาหกรรมนิยม ได้สร้างความตึงเครียดให้แก่ระบบนิเวศของโลก และของท้องถิ่นอย่างรุนแรงขึ้น

3. มีความรู้สึกเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับภัยอันตรายจากทุนนิยมโลกที่ใช้อุดมการณ์ตลาดเสรี (และปรัชญา Liberalization) ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับทุนนิยมโลก จึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้าน
การทำลายล้ายธรรมชาติจากฝีมือของบรรษัทข้ามชาติและตัวแทนในประเทศ

4. ในช่วงโลกาภิวัฒน์ของการลงทุนที่ผ่านมา ระบบทุนนิยมและตลาดเสรีได้เข้าไปคุกคามชนบท ผลักดันให้ชาวนาชาวไร่ต้อง
สูญเสียที่ดินอย่างกว้างขวาง มีการใช้พื้นที่มากมาย เพื่อการเกษตรแผนใหม่ มีการใช้นโยบายปิดป่าเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม
และป่าไม้ ฯลฯ ท่ามกลางความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมชนบท ได้มีความคิดใหม่ๆ แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งย้ำว่า
"อย่าลืมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของผู้ยากไร้"


         การเปลี่ยนแปลงทางความคิดทั้ง 4 ด้าน ได้มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย
ในประเทศต่างๆ ของโลกที่สาม ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจาก green movement ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก
ในโลกที่สามการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายชัดเจน ในการต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมของชุมชน อันเกิดจากการทำงานของพลังกลไก
ตลาดเสรี ซึ่งเป็นการปฏิเสธ ระบบตลาดเสรีและเศรษฐกิจโลก ในประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก การเคลื่อนไหว พยายามสร้างแรงกดดัน
ให้รัฐบาลใช้มาตรการหลายด้าน (เช่น command and control และ economic incentive) เพื่อควบคุม "ความเสียหาย
ทางสิ่งแวดล้อม" อันเกิดจากระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีโดยที่ไม่มีการสงสัยความเลวร้ายของระบบที่ดำรงอยู่ แม้แต่พรรคกรีนของเยอรมนี
ซึ่งเคยอยู่ในแนวราดิคัลก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิรูปไปแล้ว ซึ่งเราอาจเรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวแบบ "free market environmentalism"

การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม

          ในสังคมชนบท ชุมชนดั้งเดิมต้องพึ่งพาระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างมากเพื่อการดำรงชีพของตน ในสมัยนั้นทั้งมนุษย์และธรรมชาติ
ต่างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน การอนุรักษ์เป็นหลักการสำคัญของนิเวศวิทยาวัฒนธรรมพื้นบ้าน ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหาสิ่งแวดล้อม
ปรากฏให้เราเห็น แต่เมื่อทุนนิยมแผ่กระจายเข้าไป ดุลยภาพดั้งเดิมก็เริ่มถูกสั่นคลอน ภายใต้สภาวะเช่นนี้เป็นธรรมดาที่คนท้องถิ่น
ต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการทำลายล้างเพื่อปกป้องระบบนิเวศของตนในประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมโลก เราจะพบเห็นการเคลื่อนไหว
ต่อต้านการทำลาย สิ่งแวดล้อมตลอดกาล ดังเช่น ในศตวรรษที่ 18 ชาวนาอังกฤษประท้วงชนชั้นศักดินาที่เข้ามายึดครอบครองที่ดิน
ส่วนรวม ในศตวรรษที่ 19 ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันต่อสู้อย่างดุเดือดกับคน ผิวขาวที่เข้ามารุกรานถิ่นฐานของตน

          ที่เอเชียใต้ประชาชนชาวอินเดียลุกขึ้นสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษที่พยายามตัดไม้ทำลายป่า ในปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อไม่นาน
มานี้เอง เราได้พบเห็นกลุ่มชาวบ้านในเขตร้อนต่างๆ ทั่วโลกเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องป่าฝน ซึ่งถูกกลุ่มธุรกิจค้าไม้ทำลายไปมากมาย
ดังเช่นการต่อสู้ของชนพื้นเมืองในป่าอเมซอนในยุคปัจจุบันของโลกที่สาม การทำลายล้างสิ่งแวดล้อม และการเข้ายึดครอง
ทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยฝีมือร่วมกันจากหลายฝ่าย : รัฐบาลทุนนิยมในประเทศ บรรษัทข้ามชาติ
และองค์กรการเงินระดับโลก ( เช่น World Bank) ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การต่อต้านมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

          เราอาจสรุปเบื้องต้นได้ว่า การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนท้องถิ่นของโลกที่สามจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ :

- การต่อต้าน หรือ การลุกขึ้นสู้ เพื่อหยุดยั้งการคุกคามทางสิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิต อันเกิดจากการกระทำของรัฐ
และระบบตลาดเสรี

- การกลับคืนสู่รากเดิมของวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อฟื้นฟูชีวิตธรรมชาติ

        ตัวอย่างของการเคลื่อนไหวแนวต่อต้านการรุกรานทางสิ่งแวดล้อม เราจะพบได้จากการเคลื่อนไหวของขบวนการชิปโก้ ในเขต
เทือกเขาหิมาลัยของอินเดีย ขบวนการนี้ประกาศว่า ดิน น้ำ และอากาศ คือ พื้นฐานของชีวิตเรา ดิน น้ำ และอากาศล้วนมาจากป่า
ดังนั้น เราทุกคนจงมารวมกัน โอบกอดต้นไม้ เพื่อมิให้ถูกตัดโค่นลง ขบวนการ "โอบกอด" นี้ ได้ส่งผลสะเทือนไปทั่วอินเดีย
การต่อสู้เพื่อพิทักษ์ป่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องปรับนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ไปในทิศทางที่เน้นการอนุรักษ์มากกว่า
การทำธุรกิจ การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมในแนวนี้แพร่กระจายไปหลายแห่งในเขตของป่าฝนของโลกที่สาม

        ในขณะเดียวกัน ขบวนการชิปโก้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการเคลื่อนไหวแนวการฟื้นฟูชีวิตธรรมชาติ ซุนเดอร์ลาล พาหุกุนา
ผู้นำคนหนึ่งของขบวนการเตือนว่า การพิทักษ์รักษาป่า มิใช่เป็นปัญหาที่อยู่โดดเดี่ยว หากจะต้องเชื่อมโยงกับปัญหาการพัฒนาด้วย
ทุกวันนี้ การพัฒนา หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรรมชาติ เป้าหมายของการพัฒนาคือ การสร้างความมั่งคั่ง
ทางวัตถุเพียงชั่วระยะสั้น ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ตามความหมายนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจ
ในชนบทคือ การขยายพื้นที่การผลิต เพื่อธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นการขยายพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติ (เช่น พื้นที่ป่า) เมื่อเป็นเช่นนี้
สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติก็ต้องย่อมถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน

         ในทัศนะของพาหุกุนา การแก้ไขวิกฤตการณ์ชีวิตและการพัฒนามีหนทางเดียวเท่านั้น คือ เราต้องกลับคืนสู่รากเดิมของ
วัฒนธรรมตะวันออก โดยเน้นการฟื้นฟูธรรมชาติ คำตอบอยู่ที่ ประโยคที่ว่า "นิเวศวิทยา คือ เศรษฐกิจที่ยั่งยืน" ซึ่งหมายความว่า
เราจะต้องนำธรรมชาติ กลับคืนมาสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการสร้างความยั่งยืนทางนิเวศ และสนองความต้องการพื้นฐานของมวลชน
ผู้ยากไร้ บนพื้นฐานของหลักการ "อหิงสธรรม"

ไปสู่โลกทัศน์แห่งนิเวศนิยม

         นักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม แนวกระแสหลัก (tree market environmentalism) ของระบบตลาดเสรี ส่วนใหญ่
มักจะเชื่อกันว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมได้ โดยที่เราไม่ต้องมีความวิตก
ให้มากนัก ถ้าเราประสบมลภาวะเราเพียงแต่นำเอาเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ในระบบการผลิต ปัญหาก็จะหมดไปหรือลดความรุนแรงลง
ถ้าเรานำเอาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน เราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการจัดการกับระบบนิเวศ
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นแบบนี้อาจถูกสั่นคลอนได้เหมือนกัน

          ในกรณีที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่หนักหน่วง ถ้าประชากรยังขยายตัวในอัตราที่สูง ถ้ายังมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบ
ล้างผลาญ และถ้ายังมีความลุ่มหลงในลัทธิ "อุตสาหกรรมนิยม" ต่อไป เราก็จะพบว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไร้พลังอย่างสิ้นเชิง
ที่จะตอบสนองการท้าทายของวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก นอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทำลายล้างแล้ว
ก็ยังไม่สามารถชี้ให้เราเห็นหนทางไปสู่ความยั่งยืนได้อีกด้วยขบวนการเคลื่อนไหวแนวนิเวศนิยม (ecologism) เชื่อว่าอนาคต
ของระบบนิเวศของโลกอยู่ที่ตัวมนุษย์และโลกทัศน์ของมนุษย์เอง

          ตลอดเวลาหลายพันปี มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนได้ แต่ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่ร้อยปี
มนุษย์สามารถทำลายล้างธรรมชาติได้ มนุษย์จึงเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย คำถามที่สำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 คือ
มนุษย์จะสามารถเป็นผู้ฟื้นฟู (ธรรมชาติ) ได้หรือไม่?

          การปรากฏตัวขึ้นบนเวทีโลกของขบวนการเคลื่อนไหวสีเขียว เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งได้ว่า มนุษย์เราในปลายศตวรรษที่ 20
เริ่มมีจิตใจที่เต็มไปด้วย "เหตุผลทางนิเวศ" มากขึ้น คือ มีความสำนึก และความตื่นตัวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งมีโลกทัศน์ใหม่ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในชีวิตธรรมชาติบนผืนโลกใบนี้ เหตุผลทางนิเวศดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญ
ในการช่วยให้เรารอดพ้นจากความหายนะทางสิ่งแวดล้อม และก้าวข้ามไปสู่ความยั่งยืนทางนิเวศ ในศตวรรษที่ 21 ได้


เอกสารอ้างอิง

1. ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมของโลก, ดูรายงานประจำปีของสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง :
- World Resources (World Resources Institute)
- State of the World (Worldwatch Institute)
- Environmental Data Report (UNEP)
2. Ecology, Vol. 22, 1992 : "Whose common future?"
3. IUCN, Caring for the Earth, 1992
4. P. Mc Michael, Development and Social Change. (Pine Forge Press, California 1996)
5. T.O.Riordan, The global environment debate, (in : Oriordan, ed Environment Science for
Environmental Management, Longman 1995)
6. W. Sachs, ed Global Ecology, (London : 2ed Books 1993)
7. สันติสุข โสภณสิริ, ชิปโก้ : ขบวนการพื้นบ้านเพื่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางนิเวศวิทยาของโลก (ปาจารยสาร,
พฤษภาคม-มิถุนายน 2530)
8. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, นิเวศเศรษฐศาสตร์ และนิเวศวิทยาการเมือง, (คณะเศรษฐศาสตร์, จุฬาฯ, สำนักพิมพ์จุฬาฯ 2541)


บนล่าง | download